การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อมขอแบ่งเทคนิคการใช้ออกเป็นเรื่องย่อยๆ ดัง ต่อไปนี้
1. การกำจัดขยะ
1.1 ขยะที่กระจัดกระจายบนผิวดิน นำมากองรวมกัน หรือทับถมกัน อยู่ในน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น แมลงวัน กำจัดด้วยการใช้EM ขยาย ผสมน้ำ 500 เท่า (หาก ขยะแห้ง ผสมน้ำ 1,000 เท่า) ฉีดพ่นให้ทั่วทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง จะส่งผลให้
- ขยะถูกย่อยได้เร็ว - แมลงวันลดลง - กลิ่นหมดไป - น้ำที่ไหลออกไปเป็นน้ำปุ๋ย
1.2 ขยะที่กองในที่ลุ่ม หรือมีหลุมฝังกลบ ใช้ EM พ่นต่อเนื่อง เมื่อมีการนำขยะมาทิ้งใหม่ 5-7 วัน กลบดินบางๆ การกลบดินจะช่วยให้เกิดการหมักและย่อย สลายได้เร็วขึ้น จะยุบและถมต่อได้อีกหลายครั้ง
1.3 การนำขยะไปทำปุ๋ย ต้องหมักด้วย EM จึงจะไม่เป็นพิษภัย เพราะขยะหลายชนิดมีพิษ
1.4 ขยะมีพิษ ขุดหลุมฝังอย่างเดียว ก่อนกลบควรพ่น EM ให้ทั่วแล้วกลบ จะไม่เกิดพิษต่อไปได้อีก
2. การบำบัดน้ำเสีย
ใช้อุปกรณ์สำคัญ 2 อย่าง คือ EM ขยายกับ EM บอล (ดังโหงะ)
- EM ขยาย ใช้ฉีดพ่น 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตร (1 : 10,000)
- EM บอล (ดังโหงะ) กำจัดโคลนตมใต้ผิวน้ำ และบำบัดน้ำเสียที่มีลักษณะเคลื่อนไหว 1 ลูก ต่อน้ำ 10 คิว (ลูกบาศก์เมตร)
การบำบัดน้ำเสียจากโรงงาน โรงแรม โรงเลี้ยงสัตว์ โรงอาหาร จะมีแหล่งเกิดน้ำเสียชัดเจน การแก้ปัญหาน้ำเสีย ทำดังนี้
2.1 พ่น EM ขยาย หรือใช้ EM บอล (ดังโหงะ) บำบัดน้ำเสียทั้งหมดในบ่อบำบัดและแหล่งเก็บอื่นๆ
2.2 ผสม EM ขยาย กับน้ำที่ไหลออกจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียตลอดเวลา (เช่น ระบบน้ำหยด) แล้วน้ำจะไม่เน่าเสีย แต่ควรมีบ่อบำบัดด้วย
3. การกำจัดกลิ่น
กลิ่นเกิดจากขยะเน่าเสีย น้ำเสียจากโรงงานและแหล่งเลี้ยงสัตว์ หากบำบัดน้ำสะอาดแล้วด้วย EM กลิ่นจะหายไปด้วย แต่ยังจะมีกลิ่นจากมูลสัตว์ กากมัน และอื่นๆ กำจัดได้ด้วย EM ขยายเช่นกัน ด้วยการผสมน้ำแล้วฉีดพ่นให้ทั่ว
4. การใช้ EM กำจัดขยะเปียก
ขยะเปียก หมายถึง ขยะจากโรงครัว เป็นเศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหาร และน้ำซาวข้าว หากทิ้งทั่วไปเป็นตัวทำให้เกิดมลภาวะมากที่สุด การบำบัดก่อนด้วย EM จะเป็นประโยชน์และป้องกันมลพิษได้ มี 2 ลักษณะ คือ
4.1 ขยะจากเศษอาหาร หากนำไปทิ้ง จะเป็นเหตุให้เกิดมลภาวะและเชื้อโรคได้มาก ควรบำบัดก่อนโดยวิธีหมักดังนี้
วิธีหมัก
- สับหรือหั่นให้ละเอียด ผสมโบกาฉิในอัตราส่วน เศษอาหาร 1 กิโลกรัม ต่อโบกาฉิ 1 กำมือ (100 กรัม)
- ใส่ถังหมักที่ทำขึ้นเอง หรือถังสำเร็จ ครั้งเดียวเต็มถัง หรือหลายครั้งก็ได้
- เมื่อเต็ม หมักไว้ 7 วัน
วิธีใช้
หมักครบ 7 วัน เปิดน้ำใส่ภาชนะไว้ใช้ กากนำไปเป็นปุ๋ย โดยวิธีฝัง หรือเป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ ปลา น้ำหมักนำไปใช้ดังนี้
1. ผสมน้ำ 500 เท่า เป็นปุ๋ยรดพืชผัก
2. ผสมน้ำ 100 เท่า เช็ดถูพื้นห้องน้ำ กระเบื้องโมเสด
3. บำบัดน้ำเสียด้วยการเทลงโถส้วม แหล่งน้ำ สาธารณะ
4.2 น้ำซาวข้าว หากปล่อยทิ้งลงร่องน้ำ แหล่งน้ำเสีย จะเป็นบ่อเกิดของมลภาวะสูงสุด หากมีการบำบัดก่อนทิ้ง จะลดการเกิดมลภาวะได้มากทีเดียว
วิธีหมัก
- น้ำซาวข้าว 1-2 ลิตร ผสม EM หัวเชื้อ 10 ซีซี (1 ช้อนแกง) และกากน้ำตาลเท่ากัน คนให้ละลาย บรรจุในภาชนะให้เต็ม หมักไว้ 5-7 วัน
- ระยะหมักได้ 2-3 วัน ควรเปิดให้แก๊สออกบ้าง
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 500 เท่า รดพืชผักเสมอๆ มีคุณภาพเป็นปุ๋ย
2. ผสมน้ำ 100 เท่า สำหรับซักทำความสะอาดเสื้อผ้า โดยแช่ไว้ก่อน 20-30 นาที ขยี้แล้วล้าง 1 น้ำ ตาก
3. ผสมน้ำ 100-200 เท่า ล้างจาน ชาม เช็ดถูพื้น ผนัง ห้องน้ำ-ส้วม กระจก เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ฯลฯ (ต้องบิดผ้าให้สะเด็ดน้ำ)
4. ผสมน้ำ 500 เท่า ฉีดพ่น ปรับสภาพอากาศในบ้าน หรือแหล่งที่อากาศ ไม่บริสุทธิ์
5. บำบัดน้ำเสีย โดยใส่โถส้วม เทลงร่องน้ำ หรือแหล่งน้ำสาธารณะ
ฯลฯ
ที่มา http://www.emkyusei.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539249317&Ntype=6
วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การทำน้ำหมักชีวภาพสูตรผลไม้
ผลไม้ที่ใครๆก็รู้จักดี ลดโลกร้อนได้อย่างไร.....?
ที่ผ่านมาคุณนำผลไม้สุกงอมที่เหลือจากการรับประทานรวมถึงเปลือกผลไม้ไปทิ้งใช่มั๊ย? รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน เพราะคุณใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่คุ้มค่า แถมยังเพิ่มปริมาณขยะบนโลกด้วย คุณอยากช่วยลดโลกร้อนและลดการใช้จ่ายเงินโดยไม่จำเป็นมั๊ยละ ไม่ยากเลย ก็เอาผลไม้ที่เหลือกินเหลือใช้นั้นมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ไง
เราสามารถนำผลไม้ที่แก่จัด ผลไม้สุกงอมที่เหลือจากการรับประทาน ผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในสวน รวมถึงเปลือกหรือเศษผลไม้ที่เหลือทิ้ง นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพโดยเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ได้แก่
เราสามารถนำผลไม้ที่แก่จัด ผลไม้สุกงอมที่เหลือจากการรับประทาน ผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในสวน รวมถึงเปลือกหรือเศษผลไม้ที่เหลือทิ้ง นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพโดยเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ได้แก่
1.น้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยว
น้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยวนี้มีคุณสมบัติเด่นคือมีความเป็นกรดสูงใช้สำหรับการทำความสะอาดในรูปแบบต่างๆได้ดี ผลไม้รสเปรี้ยวที่นิยมนำมาหมัก เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟือง สับปะรด ส้มป่อย นำผลไม้ใดมาหมักก็จะเรียกชื่อน้ำหมักตามผลไม้นั้นๆ ถ้าจะนำมาใช้กับการทำความสะอาดร่างกาย ทำสบู่ ยาสระผม ผสมน้ำอาบ ก็เลือกใช้วัตถุดิบที่คุณภาพดี แต่ถ้าจะใช้เพื่อการซักล้างแบบช่วยลดโลกร้อนก็ควรเลือกวัตถุดิบที่คนส่วนใหญ่เขาทิ้งแล้ว(แต่ไม่เน่าเสีย ไม่สกปรก) เช่น เนื้อมะกรูดที่นำผิวไปทำพริกแกงแล้ว(ขอได้จากร้านที่ทำพริกแกงขาย) ผลมะเฟืองที่สุกงอมหรือถูกแมลงเจาะทำลายแล้วร่วงเกลื่อนอยู่ใต้ต้น เปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวที่คั้นน้ำไปใช้แล้ว เปลือกสับปะรด เปลือกส้มโอ(ขอได้จากแม่ค้า) ซึ่งน้ำที่ได้จากหมักผลไม้รสเปรี้ยวนี้จะมีฤทธิ์เป็นกรดจัด มีค่าpH ประมาณ 3 -3.5 กรดที่ได้นี้มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหรือขจัดคราบสกปรกต่างๆได้ดีและจะมีกลิ่นหอมของผลไม้หรือกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกของผลไม้ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่นๆตามชนิดของผลไม้ที่นำมาหมัก
นอกจากนี้ จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์(EM)ที่อยู่ในน้ำหมักชีวภาพ จะไปช่วยยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มทำลาย ทำให้ช่วยลดปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันที่เกิดจากเชื้อโรคได้ด้วย แถมประหยัดเงินไม่ต้องซื้อของใช้ ไม่ต้องเสียค่ากำจัดขยะ ประหยัดแรงงานและเวลาในการทำความสะอาด และน้ำทิ้งจากการซักล้างต่างๆ จะทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าน้ำที่ซักล้างด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำจากสารเคมี
ส่วนผสม 1. ผลไม้รสเปรี้ยว(แก่จัดหรือสุก-ใช้ทั้งเปลือก) 3 กก.
2. น้ำตาลทรายธรรมชาติ 1 กก.
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ชนิดน้ำ ปริมาณเล็กน้อย
การหมักผลไม้บางชนิดไม่ต้องใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ก็ได้ เช่น มะเฟืองสุก สับปะรดสุกงอมทั้งเปลือก เปลือกสับปะรด มะกรูด องุ่น เพราะผลไม้พวกนี้จะมีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)อยู่ในตัวเองแล้ว
ถ้าไม่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์EM จะใช้นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต(มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส 1 ขวด ) แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน หรือน้ำดองผัก-ผลไม้ที่กลิ่นดี 1/2 แก้วแทนได้
วิธีทำ
ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำสะอาดในถังพลาสติก คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นหั่นผลไม้ตามขวางให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้ ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำน้ำหมักนั้นมาใช้ประโยชน์อะไร การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี
2. น้ำตาลทรายธรรมชาติ 1 กก.
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ชนิดน้ำ ปริมาณเล็กน้อย
การหมักผลไม้บางชนิดไม่ต้องใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ก็ได้ เช่น มะเฟืองสุก สับปะรดสุกงอมทั้งเปลือก เปลือกสับปะรด มะกรูด องุ่น เพราะผลไม้พวกนี้จะมีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)อยู่ในตัวเองแล้ว
ถ้าไม่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์EM จะใช้นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต(มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส 1 ขวด ) แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน หรือน้ำดองผัก-ผลไม้ที่กลิ่นดี 1/2 แก้วแทนได้
วิธีทำ
ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำสะอาดในถังพลาสติก คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นหั่นผลไม้ตามขวางให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้ ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำน้ำหมักนั้นมาใช้ประโยชน์อะไร การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี
แต่ถ้าที่ผิวหน้ามีราสีดำขึ้นและมีกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่าเกิดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ตัวร้ายไม่ควรนำไปใช้งาน ถ้านำไปเททิ้งที่ใดที่นั่นก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามากๆไปนานเลย กลิ่นเหมือนส้วมแตก ถ้าเทบนลานปูนซีเมนต์ที่ถูกแสงแดดจัดๆส่องตลอดวันก็จะหายเหม็นเร็วขึ้นหน่อย แต่ก็มีบางคนนำไปใช้กำจัดวัชพืชโดยใช้ชนิดเข้มข้นฉีดพ่นไปบนใบวัชพืช ใบวัชพืชจะแห้งเหี่ยวเฉาตาย แต่ขอบอกว่า"เหม็นมาก"และเหม็นนานกว่าจะหาย และเมื่อวัชพืชตายแล้วต้องฉีดพ่นซ้ำด้วย EM เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ฟื้นกลับคืนมา
ถ้าจะนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้งานโดยตรงเพื่อทำความสะอาดและใช้ประโยชน์จากการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์(เช่น นำไปถูพื้น ล้างพื้น โดยไม่นำไปผสมในผลิตภัณฑ์)ก็ไม่ต้องหมักนานถึง 3 เดือน เริ่มนำมาใช้งานได้หลังจากหมัก 1-2 สัปดาห์หรือเห็นฟองจำนวนมากผุดขึ้นมาจากน้ำหมัก แสดงว่าจุลินทรีย์ชนิดดีกำลังทำงานอย่างเต็มที่
แต่ถ้าจะนำน้ำหมักฯไปผสมเพื่อทำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน(ทำสบู่ น้ำยาสระผม น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน)จะต้องหมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้กระบวนการหมักสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ หากหมักไม่ถึง 3 เดือน กระบวนการหมักยังดำเนินต่อไป เมื่อผสมเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ระยะหนึ่งจะทำให้กลิ่นของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปไม่น่าใช้ (จะมีกลิ่นคล้ายผลไม้ดอง) น้ำหมักผลไม้บางสูตรโดยเฉพาะที่จะใช้กับผิว เช่น น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง(ที่จะใช้ทำโลชั่นมะเฟืองหรือโทนเนอร์มะเฟือง) ต้องหมักนานถึง 1 ปี เพื่อให้กรดอินทรีย์แตกตัวเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งมีหลายคนบอกว่าเมื่อใช้แล้วจะให้ผลดีกว่าน้ำหมักที่หมักในระยะเวลาสั้นๆ
น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสเปรี้ยวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง เช่น
แต่ถ้าจะนำน้ำหมักฯไปผสมเพื่อทำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน(ทำสบู่ น้ำยาสระผม น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน)จะต้องหมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้กระบวนการหมักสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ หากหมักไม่ถึง 3 เดือน กระบวนการหมักยังดำเนินต่อไป เมื่อผสมเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ระยะหนึ่งจะทำให้กลิ่นของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปไม่น่าใช้ (จะมีกลิ่นคล้ายผลไม้ดอง) น้ำหมักผลไม้บางสูตรโดยเฉพาะที่จะใช้กับผิว เช่น น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง(ที่จะใช้ทำโลชั่นมะเฟืองหรือโทนเนอร์มะเฟือง) ต้องหมักนานถึง 1 ปี เพื่อให้กรดอินทรีย์แตกตัวเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งมีหลายคนบอกว่าเมื่อใช้แล้วจะให้ผลดีกว่าน้ำหมักที่หมักในระยะเวลาสั้นๆ
น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสเปรี้ยวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง เช่น
ใช้ล้างผักผลไม้ นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ใช้ล้างผักผลไม้ แล้วแช่ไว้ประมาณ 15 นาที จะช่วยล้างสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ช่วยให้ผักกรอบขึ้น สดขึ้น และยืดอายุการเก็บรักษา(แต่ถ้าแช่นานเกินไป ผักจะเน่าเร็ว)
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) ใช้ทำความสะอาดเช็ดถูพื้น จะสลายคราบสกปรกได้ดี พื้นสะอาด คราบสกปรกจะไม่เกาะพื้นง่าย ห้องจะไม่มีกลิ่นเหม็นอับ
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี กระจกจะใสสะอาดเงางาม ฝุ่นผงไม่เกาะง่าย และการทำความสะอาดกระจกครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี เครื่องสุขภัณฑ์จะสะอาด เงางาม คราบสกปรกไม่เกาะง่าย และการทำความสะอาดครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น
แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 30 นาที ผ้าจะสะอาดขึ้น ถึงแม้ว่าจะแช่ผ้าทิ้งไว้นานข้ามคืน น้ำที่แช่ผ้าจะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกับการใช้ผงซักฟอกทั่วๆไป ผ้าที่แห้งแล้วจะไม่มีกลิ่นอับ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วจะมีกลิ่นเหม็นน้อย
(อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา
ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจาน(10 %) จะช่วยสลายคราบสกปรกและไขมันได้ดีขึ้น ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยดับกลิ่นคาว กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา
ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในยาสระผมหรือครีมนวดผม(10 %) จะทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย ช่วยลดหรือยับยั้งการเกิดรังแค
ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในสบู่อาบน้ำ(3-5 %) จะทำให้ผิวสะอาดชุ่มชื้น ไม่แห้งกราน ช่วยลดสิว ลดฝ้า ลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
สรรพคุณเด่นของน้ำหมักผลไม้เปรี้ยวแต่ละชนิด
น้ำหมักชีวภาพเนื้อมะกรูด(ใช้ผิวไปทำน้ำพริกแกงแล้ว)ใช้สำหรับซักผ้า ล้างจาน ล้างสุขภัณฑ์ ถูพื้น เช็ดกระจก ล้างห้องน้ำ มีคุณสมบัติ สลายไขมันและคราบสกปรกโดยทั่วไปได้ดี มีกลิ่นหอมของมะกรูด
น้ำหมักชีวภาพมะกรูดทั้งลูก(ทั้งเนื้อทั้งเปลือก) นิยมใช้ผสมในน้ำยาสระผม มีคุณสมบัติ สลายไขมันและคราบสกปรกบนหนังศีรษะได้ดีและบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดรังแค มีกลิ่นหอมของมะกรูดมาก
น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมในสบู่หรือผสมน้ำสำหรับล้างหน้า อาบน้ำ คราบไครบนผิวหนังจะอ่อนตัวและหลุดออกง่ายขึ้น จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้ดี ช่วยลดสิว ทำให้ฝ้าจางลง ช่วยกระชับรูขุมขน ลดกลิ่นตัว
น้ำหมักชีวภาพฝักส้มป่อย มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมน้ำล้างหน้า อาบน้ำ จะช่วยทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น เมื่อใช้ผสมในครีมนวดผม มีคุณสมบัติ บำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวย
น้ำหมักชีวภาพผลมะคำดีควาย มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมน้ำล้างหน้า อาบน้ำ จะช่วยลดผดผื่นคัน บรรเทากลากเกลื้อน เมื่อผสมในน้ำยาสระผม มีคุณสมบัติ ช่วยลดรังแค รักษาอาการชันตุ
2. น้ำหมักจากผลไม้รสฝาด
ผลไม้ที่มีรสฝาด เช่น มังคุด ทับทิม ลูกหว้า เปลือกมังคุด เปลือกทับทิม จะมีกรดอินทรีย์ วิตามินซี ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสารแทนนิน น้ำหมักที่ได้จะมีฤทธิ์เป็นกรดและมีความฝาด ซึ่งความฝาดนี้จะมีสรรพคุณในการสมานแผลและยับยั้งหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์จำพวกเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ จึงสามารถนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดนี้ไปผสมน้ำอาบหรือผสมสบู่ล้างหน้า-อาบน้ำ จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของสิวหรือแผลพุพองตามผิวหนัง ช่วยลดกลิ่นตัวได้ นอกจากนี้ยังนำไปใชในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย
ผลไม้ที่มีรสฝาด เช่น มังคุด ทับทิม ลูกหว้า เปลือกมังคุด เปลือกทับทิม จะมีกรดอินทรีย์ วิตามินซี ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสารแทนนิน น้ำหมักที่ได้จะมีฤทธิ์เป็นกรดและมีความฝาด ซึ่งความฝาดนี้จะมีสรรพคุณในการสมานแผลและยับยั้งหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์จำพวกเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ จึงสามารถนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดนี้ไปผสมน้ำอาบหรือผสมสบู่ล้างหน้า-อาบน้ำ จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของสิวหรือแผลพุพองตามผิวหนัง ช่วยลดกลิ่นตัวได้ นอกจากนี้ยังนำไปใชในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย
ส่วนผสม 1. ผลไม้รสฝาด (แก่จัด-ใช้ได้ทุกส่วน) 3 กก.
2. น้ำตาลทรายธรรมชาติ หรือกากน้ำตาล 1 กก.
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ชนิดน้ำ ปริมาณเล็กน้อย
อัตราส่วนและวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดคล้ายกับการทำน้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยว แต่ถ้าจะนำไปใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรเปลี่ยนส่วนผสมจากน้ำตาลทรายธรรมชาติมาเป็นกากน้ำตาลเพื่อลดต้นทุนการผลิต
วิธีทำ
ผสมน้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาลกับน้ำสะอาดในถังพลาสติกให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นหั่นผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ (สำหรับลูกหว้าควรตำให้เมล็ดแตก เพราะความฝาดจะอยู่ที่เมล็ดมากกว่า) ใส่ผลไม้ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)ลงไปเล็กน้อย(ถ้าเคยหมักน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองมาแล้ว อาจตักแผ่นวุ้นจากผิวหน้าน้ำหมักฯมะเฟืองมาใส่ก็ได้) ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี
การนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดไปใช้ประโยชน์
ใช้ผสมน้ำล้างหน้า-อาบใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ 1 ส่วน ต่อน้ำ 30-50 ส่วน จะช่วยลดสิวอักเสบ ลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดและรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
ใช้เป็นส่วนผสมในสบู่เหลวอาบน้ำใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในสบู่อาบน้ำ-ล้างหน้า (3-5 %) จะทำให้ผิวสะอาด ช่วยอาการอักเสบของสิว ช่วยลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดและรักษาโรคผิวหนังพุพองบางชนิด
ใช้ป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราใช้น้ำหมักชีวภาพ 30-50 ซี.ซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนปลูก ช่วยป้องกันเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าเน่าที่มีสาเหตุจากเชื้อรา หรือฉีดพ่นให้ต้นพืช ฉีดพ่นในแปลงปลูก เป็นประจำ หรือปล่อยไปกับน้ำที่ไขเข้าในนา จะช่วยป้องกันโรค ที่มีสาเหตุจากเชื้อราบางชนิดได้
3. น้ำหมักผลไม้รวม
การหมักผลไม้ที่มีรสหวานมันหรือผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลือง-ส้ม-แดง โดยใช้ทั้งเปลือกและเมล็ด เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด มะม่วงสุก ขนุนสุก ทุเรียนสุก ฯลฯ ใช้ผลไม้หลายๆชนิดหมักรวมกัน น้ำหมักที่ได้จะมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนบำรุงดอกและผล
การหมักผลไม้ที่มีรสหวานมันหรือผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลือง-ส้ม-แดง โดยใช้ทั้งเปลือกและเมล็ด เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด มะม่วงสุก ขนุนสุก ทุเรียนสุก ฯลฯ ใช้ผลไม้หลายๆชนิดหมักรวมกัน น้ำหมักที่ได้จะมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนบำรุงดอกและผล
ส่วนผสม 1. ผลไม้รสหวานมันหลายๆชนิด (แก่จัด-สุกงอม-ใช้ได้ทุกส่วน) 3 กก.
2. กากน้ำตาล 1 กก.
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)
วิธีทำ
หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้าผลไม้กับกากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์ ใส่ลงในถังพลาสติก ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) จากนั้นปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้จนครบ 7 วัน จึงเปิดฝาถัง เติมน้ำสะอาด 10 ลิตร คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วปิดฝาถังให้สนิทหมักต่อไปและต้องหมักไว้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงจะนำมาใช้ได้ เพื่อให้ปูนขาวที่อยู่ในกากน้ำตาลสลายตัวจนหมดหรือยิ่งหมักนานๆยิ่งดี ถ้ากากน้ำตาลในน้ำหมักฯยังสลายตัวไม่หมดแล้วนำน้ำหมักฯมาใช้กับพืชติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อพืชได้ เพราะจะทำให้หน้าดินแข็งหรืออาจมีศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยและมดมาทำลายพืชได้
หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้าผลไม้กับกากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์ ใส่ลงในถังพลาสติก ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) จากนั้นปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้จนครบ 7 วัน จึงเปิดฝาถัง เติมน้ำสะอาด 10 ลิตร คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วปิดฝาถังให้สนิทหมักต่อไปและต้องหมักไว้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงจะนำมาใช้ได้ เพื่อให้ปูนขาวที่อยู่ในกากน้ำตาลสลายตัวจนหมดหรือยิ่งหมักนานๆยิ่งดี ถ้ากากน้ำตาลในน้ำหมักฯยังสลายตัวไม่หมดแล้วนำน้ำหมักฯมาใช้กับพืชติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อพืชได้ เพราะจะทำให้หน้าดินแข็งหรืออาจมีศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยและมดมาทำลายพืชได้
การนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รวมไปใช้ประโยชน์
ใช้บำรุงต้นพืชจำพวกไม้ดอกและไม้ผล
ใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ต้นพืชหรือฉีดพ่นในแปลงปลูกเป็นประจำ จะช่วยบำรุงให้พืชออกดอกออกผลดี ผลไม้รสชาติอร่อย
ที่มา http://krupawana.igetweb.com/?mo=3&art=422288
วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ ที่ทำง่ายๆ แต่ประโยชน์เพียบ
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อการเกษตร
เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ได้
ส่วนผสม : เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยสับเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน, กากน้ำตาล 1 ส่วน (อาจใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ผสมน้ำมะพร้าว 1 ส่วนแทนได้) น้ำเปล่า 10 ส่วน
วิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน แล้วบรรจุลงในถังหมักพลาสติก หรือขวดปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน แล้วจึงสามารถนำไปใส่เป็นปุ๋ยให้พืชผักผลไม้ได้ โดย
ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อบำรุงใบพืชผักผลไม้
ใช้น้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินร่วนซุย
ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน เพื่อกำจัดวัชพืช
ทั้งนี้ มีเทคนิคแนะนำว่า หากต้องการบำรุงส่วนใบพืช ก็ให้ใช้ส่วนใบยอดพืชมาหมัก หากต้องการบำรุงผล ให้ใช้ส่วนผล เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เปลือกสับปะรด ฟักทองมาหมัก หรือหากต้องการใช้กำจัดศัตรูพืข ควรหมักสะเดา ตะไคร้หอม ข่า แยกต่างหากด้วย เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมฉีดพ่นพืชผักผลไม้
นอกจากนี้ หากใช้สายยางดูดเฉพาะน้ำใส ๆ จากน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้วออกมา จะเรียกส่วนนี้ว่า "หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ" เมื่อนำไปผสมอีกครั้ง แล้วหมักไว้ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ 5 เดือน ซึ่งหากขยายต่ออายุทุก ๆ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และประสิทธิภาพสูงมากขึ้น
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อการซักล้าง
น้ำหมักชีวภาพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการซักล้างได้ โดยมีสูตรให้นำผลไม้ เปลือกผลไม้ (ฝักส้มป่อย , มะคำดีควาย , มะนาว ฯลฯ) 3 ส่วน น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง แล้วหมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก โดยต้องวางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ สำหรับซักผ้า หรือล้างจานได้ ซึ่งสูตรนี้แม้ว่าผ้าจะมีราขึ้น หากนำผ้าไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำหมักชีวภาพก็จะสามารถซักออกได้
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อดับกลิ่น
สูตรหนึ่งของการทำน้ำหมักชีวภาพมาดับกลิ่น คือ ใช้เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ที่เหลือทิ้ง 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ กลิ่นปัสสาวะสุนัข ฯลฯ ได้อย่างดี
ข้อควรระวังในการใช้ น้ำหมักชีวภาพ
1. หากใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืช ต้องใช้ปริมาณเจือจาง เพราะหากความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายได้
2. ระหว่างหมัก จะเกิดก๊าซต่าง ๆ ในภาชนะ ดังนั้นต้องหมั่นเปิดฝาออก เพื่อระบายแก๊ส แล้วปิดฝากลับให้สนิททันที
3. หากใช้น้ำประปาในการหมัก ต้องต้มให้สุก เพื่อไล่คลอรีนออกไปก่อน เพราะคลอรีนอาจเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก
4. พืชบางชนิด เช่น เปลือกส้ม ไม่เหมาะในการทำน้ำหมักชีวภาพ เพราะน้ำมันที่เคลือบผิวเปลือกส้มเป็นพิษต่อจุลินทรีย์
น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค
เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีคนนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคกันด้วย ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในการบริโภค หรือ เอนไซม์ เป็นสารโปรตีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค(Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่ได้จาก หมักผลไม้นานาชนิด เมื่อหมักระยะเริ่มแรกจะเป็นแอลกอฮอล์ ระยะต่อมา เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งมีรสเปรี้ยว อีกระยะหนึ่งเป็นยาธาตุ มีรสขม ก่อนจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ (เอ็นไซม์) ซึ่งใช้เวลาหมักขยายประมาณ 2 ปี แต่หากจะนำไปดื่มกินควรผ่านการหมักขยายเป็นเวลา 6 ปีขึ้นไป
โดยประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพนั้น หากมีการนวัตกรรมการผลิตที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่น้ำหมักชีวภาพ ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มกินแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง และอาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ เพราะน้ำหมักชีวภาพ (เอนไซม์) มีสภาพเป็นกรดสูง ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม การทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ใช้บริโภคนั้น ยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากดื่มกินเข้าไปก็เสี่ยงต่ออันตรายได้ โดยเฉพาะมีข้อมูลจาก สวทช. ร่วมกับ อย.ที่ได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่วางขายตามท้องตลาดมาตรวจสอบ พบว่า น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ แม้จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบการปนเปื้อนของเชื้อรา ยีสต์ เมทิลแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและตา โดยเฉพาะเมทานอล หรือเมธิลแอลกอฮอล์ที่ทำอันตรายต่อร่างกายได้
ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมทั้งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต แหล่งผลิต และบรรจุภัณฑ์หีบห่อด้วย แต่ถ้าหากจะนำ "น้ำหมักชีวภาพ" มาใช้ในครัวเรือน หรือการเกษตร ลองทำง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็จะปลอดภัยและประหยัดที่สุด
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/50873
เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ได้
ส่วนผสม : เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยสับเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน, กากน้ำตาล 1 ส่วน (อาจใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ผสมน้ำมะพร้าว 1 ส่วนแทนได้) น้ำเปล่า 10 ส่วน
วิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน แล้วบรรจุลงในถังหมักพลาสติก หรือขวดปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน แล้วจึงสามารถนำไปใส่เป็นปุ๋ยให้พืชผักผลไม้ได้ โดย
ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อบำรุงใบพืชผักผลไม้
ใช้น้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินร่วนซุย
ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน เพื่อกำจัดวัชพืช
ทั้งนี้ มีเทคนิคแนะนำว่า หากต้องการบำรุงส่วนใบพืช ก็ให้ใช้ส่วนใบยอดพืชมาหมัก หากต้องการบำรุงผล ให้ใช้ส่วนผล เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เปลือกสับปะรด ฟักทองมาหมัก หรือหากต้องการใช้กำจัดศัตรูพืข ควรหมักสะเดา ตะไคร้หอม ข่า แยกต่างหากด้วย เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมฉีดพ่นพืชผักผลไม้
นอกจากนี้ หากใช้สายยางดูดเฉพาะน้ำใส ๆ จากน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้วออกมา จะเรียกส่วนนี้ว่า "หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ" เมื่อนำไปผสมอีกครั้ง แล้วหมักไว้ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ 5 เดือน ซึ่งหากขยายต่ออายุทุก ๆ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และประสิทธิภาพสูงมากขึ้น
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อการซักล้าง
น้ำหมักชีวภาพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการซักล้างได้ โดยมีสูตรให้นำผลไม้ เปลือกผลไม้ (ฝักส้มป่อย , มะคำดีควาย , มะนาว ฯลฯ) 3 ส่วน น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง แล้วหมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก โดยต้องวางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ สำหรับซักผ้า หรือล้างจานได้ ซึ่งสูตรนี้แม้ว่าผ้าจะมีราขึ้น หากนำผ้าไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำหมักชีวภาพก็จะสามารถซักออกได้
วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อดับกลิ่น
สูตรหนึ่งของการทำน้ำหมักชีวภาพมาดับกลิ่น คือ ใช้เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ที่เหลือทิ้ง 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ กลิ่นปัสสาวะสุนัข ฯลฯ ได้อย่างดี
ข้อควรระวังในการใช้ น้ำหมักชีวภาพ
1. หากใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืช ต้องใช้ปริมาณเจือจาง เพราะหากความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายได้
2. ระหว่างหมัก จะเกิดก๊าซต่าง ๆ ในภาชนะ ดังนั้นต้องหมั่นเปิดฝาออก เพื่อระบายแก๊ส แล้วปิดฝากลับให้สนิททันที
3. หากใช้น้ำประปาในการหมัก ต้องต้มให้สุก เพื่อไล่คลอรีนออกไปก่อน เพราะคลอรีนอาจเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก
4. พืชบางชนิด เช่น เปลือกส้ม ไม่เหมาะในการทำน้ำหมักชีวภาพ เพราะน้ำมันที่เคลือบผิวเปลือกส้มเป็นพิษต่อจุลินทรีย์
น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค
เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีคนนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคกันด้วย ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในการบริโภค หรือ เอนไซม์ เป็นสารโปรตีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค(Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่ได้จาก หมักผลไม้นานาชนิด เมื่อหมักระยะเริ่มแรกจะเป็นแอลกอฮอล์ ระยะต่อมา เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งมีรสเปรี้ยว อีกระยะหนึ่งเป็นยาธาตุ มีรสขม ก่อนจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ (เอ็นไซม์) ซึ่งใช้เวลาหมักขยายประมาณ 2 ปี แต่หากจะนำไปดื่มกินควรผ่านการหมักขยายเป็นเวลา 6 ปีขึ้นไป
โดยประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพนั้น หากมีการนวัตกรรมการผลิตที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่น้ำหมักชีวภาพ ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มกินแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง และอาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ เพราะน้ำหมักชีวภาพ (เอนไซม์) มีสภาพเป็นกรดสูง ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม การทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ใช้บริโภคนั้น ยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากดื่มกินเข้าไปก็เสี่ยงต่ออันตรายได้ โดยเฉพาะมีข้อมูลจาก สวทช. ร่วมกับ อย.ที่ได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่วางขายตามท้องตลาดมาตรวจสอบ พบว่า น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ แม้จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบการปนเปื้อนของเชื้อรา ยีสต์ เมทิลแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและตา โดยเฉพาะเมทานอล หรือเมธิลแอลกอฮอล์ที่ทำอันตรายต่อร่างกายได้
ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมทั้งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต แหล่งผลิต และบรรจุภัณฑ์หีบห่อด้วย แต่ถ้าหากจะนำ "น้ำหมักชีวภาพ" มาใช้ในครัวเรือน หรือการเกษตร ลองทำง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็จะปลอดภัยและประหยัดที่สุด
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/50873
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

